ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงหลุดระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับจิตวิทยาที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด แม้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยังคงดำเนินต่อไป แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างที่หลายคนคาดการณ์
คำถามคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงในครั้งนี้?
บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ 5 ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปรับตัวของราคาทองคำ และสิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อจากนี้
แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่การโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกใหม่กลับส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4%
เมื่อราคาพลังงานปรับตัวขึ้น ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลว่า เงินเฟ้ออาจเร่งตัวอีกครั้ง
หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การที่ตลาดกลับมาให้น้ำหนักต่อโอกาสที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool สะท้อนว่า
เมื่อความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงลดการถือครองทองคำ และหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยแทน
ในช่วงเวลาเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น
เนื่องจากทองคำซื้อขายในตลาดโลกด้วยสกุลเงินดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์แข็งค่า นักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่นจะต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อทองคำ ส่งผลให้ความต้องการซื้อชะลอลง และกดดันให้ราคาทองคำอ่อนตัว
Bond Yield ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นอีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดทองคำ
เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย เมื่อพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนสูงขึ้น นักลงทุนบางส่วนจึงเลือกย้ายเงินลงทุนไปยังพันธบัตร ส่งผลให้แรงซื้อทองคำลดลง
โดยปกติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เพราะนักลงทุนมองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้ ตลาดให้น้ำหนักกับประเด็น เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และ Bond Yield มากกว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จึงทำให้ราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดัน แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะยังไม่คลี่คลาย
สัปดาห์นี้มีปัจจัยสำคัญหลายรายการที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาทองคำ ได้แก่
หากข้อมูลเศรษฐกิจออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้ตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำยังคงผันผวนได้ในระยะสั้น
การที่ราคาทองคำหลุดระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การเพิ่มโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และ Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้น
แม้ว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในระยะสั้น นักลงทุนยังควรติดตามทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐและตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างใกล้ชิด เพราะยังเป็นตัวแปรหลักที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงนี้