08 มิถุนายน 2569

ทองหลุด $4,300 ต่ำสุดในรอบกว่า 2 เดือน ตลาดกังวลดอกเบี้ยสูงกดดัน แม้ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังปะทุ

ทองหลุด $4,300 ต่ำสุดในรอบกว่า 2 เดือน ตลาดกังวลดอกเบี้ยสูงกดดัน แม้ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังปะทุ

ราคาทองวันนี้ (8 มิถุนายน 2569) ในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 เดือน ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น และมุมมองของตลาดที่เริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง หรืออาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี

การปรับตัวลงของราคาทองคำครั้งนี้เกิดขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังอิหร่านและอิสราเอลกลับมาแลกเปลี่ยนการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ซึ่งโดยปกติแล้ว ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มักเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในครั้งนี้แรงซื้อดังกล่าวกลับไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ย

ความขัดแย้งตะวันออกกลางกลับมาปะทุ

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลกลับมาเป็นประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามอง หลังทั้งสองฝ่ายกลับมาใช้มาตรการทางทหารตอบโต้กันอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 60 วัน อาจเผชิญอุปสรรคมากขึ้น

แม้ทรัมป์จะออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้กำลังเพิ่มเติม และยืนยันว่ากระบวนการเจรจายังคงดำเนินต่อไป แต่สถานการณ์ภาคสนามยังสะท้อนว่าความขัดแย้งยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น

อีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญคือ การที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย หนึ่งในศูนย์กลางพลังงานสำคัญของโลก

ข้อจำกัดด้านการขนส่งพลังงานดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงทรงตัวในระดับสูง และเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัวอีกครั้งในหลายประเทศทั่วโลก

ราคาน้ำมันสูง ดันตลาดกังวลเงินเฟ้อ

ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพ ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป

นักลงทุนจึงเริ่มประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อเนื่อง เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคา โดย CME FedWatch Tool ล่าสุดสะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักถึง 72% ต่อความเป็นไปได้ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในเดือนธันวาคม

มุมมองดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำ

FED ยังไม่ปิดประตูขึ้นดอกเบี้ย

นอกจากความคาดหวังของตลาดแล้ว เจ้าหน้าที่ FED หลายรายยังคงส่งสัญญาณว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุด

เบธ แฮมแม็ก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขาคลีฟแลนด์ ระบุว่า ตลาดแรงงานสหรัฐยังอยู่ใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มศักยภาพ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย

ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนว่า FED ยังคงมีทางเลือกในการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป หากข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

สำหรับตลาดทองคำ การที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน ถือเป็นปัจจัยลบสำคัญ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย การถือครองทองคำจึงมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรหรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นที่ให้ผลตอบแทน

ทำไมทองคำไม่ขึ้น แม้เกิดสงคราม?

โดยปกติแล้ว เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ นักลงทุนมักหันมาถือครองทองคำมากขึ้น เนื่องจากทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน ตลาดให้น้ำหนักกับประเด็นเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยมากกว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้แรงซื้อทองคำจากความกังวลเรื่องสงครามถูกกลบด้วยแรงขายที่เกิดจากการคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงต่อไป

นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันราคาทองคำ เนื่องจากทองคำซื้อขายในสกุลดอลลาร์ เมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จะทำให้ทองคำมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินอื่น ส่งผลให้ความต้องการซื้อชะลอตัวลง

มุมมองระยะยาวยังเป็นบวก

แม้ราคาทองคำจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น แต่สถาบันการเงินหลายแห่งยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว

UOB ประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 3 และขยับขึ้นสู่ระดับ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ก่อนมีโอกาสแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญยังคงมาจากแนวโน้มที่เงินเฟ้ออาจเริ่มชะลอตัวลงในอนาคต รวมถึงความเป็นไปได้ที่ FED จะกลับมาส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัวอย่างชัดเจน

สรุป

ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลจะกลับมารุนแรงขึ้น เนื่องจากตลาดให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่อาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำในระยะยาว ขณะที่หลายสถาบันการเงินยังมองว่าทองคำมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้ หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายและ FED เปลี่ยนท่าทีไปสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต