05 มิถุนายน 2569

สันติภาพใกล้มา? ทองร่วงหลุด $4,450 แต่สงครามยังไม่จบ ทองจะลงต่อหรือเด้งกลับ?

สันติภาพใกล้มา? ทองร่วงหลุด $4,450 แต่สงครามยังไม่จบ ทองจะลงต่อหรือเด้งกลับ?

ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงหลุดระดับ 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากมุมมองของนักลงทุนที่เริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่าการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย และไม่ต้องการให้สถานการณ์กลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง

ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ตลาดบางส่วนมองว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจเริ่มลดลง หากการเจรจาสามารถนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมได้สำเร็จ ก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงาน ลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก เมื่อ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกมายืนยันว่าการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายยังไม่มีความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญ ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังคงปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังไม่สามารถคลี่คลายได้ง่าย และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะเส้นทางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังไม่กลับสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์

เมื่อความเสี่ยงด้านพลังงานยังคงอยู่ ราคาน้ำมันจึงทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับประเด็นเงินเฟ้ออีกครั้ง นักลงทุนจำนวนมากเริ่มประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรืออย่างน้อยอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปจากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

มุมมองดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ Fed หลายราย โดย Jeffrey Schmid ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาแคนซัสซิตี้ ระบุว่า Fed อาจต้องเลือกระหว่างการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมเป็นเวลานาน หรือแม้แต่พิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย

ขณะที่ Mary Daly ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาซานฟรานซิสโก ระบุว่า ทิศทางดอกเบี้ยในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาในระยะต่อจากนี้ และ Fed พร้อมปรับนโยบายได้ทั้งสองทิศทางตามความเหมาะสม

การที่ตลาดกลับมาคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด ถือเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะสั้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย การถือครองทองคำจึงมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยด้านดอกเบี้ย แต่ยังมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดการปรับตัวลงของราคา นั่นคือแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาเป็นผู้ซื้อทองคำสุทธิในเดือนเมษายน 2026 จำนวน 17 ตัน หลังจากเดือนมีนาคมมีแรงขายสุทธิในระดับสูง สะท้อนให้เห็นว่าทองคำยังคงได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์สำรองที่สำคัญของระบบการเงินโลก

นอกจากนี้ ธนาคารกลางโปแลนด์ยังคงเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางจีนเดินหน้าสะสมทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน สะท้อนแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ และการลดการพึ่งพาสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจล่าสุดของ World Gold Council ยังพบว่า 95% ของธนาคารกลางทั่วโลกเชื่อว่าปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการสำรวจ

ดังนั้น แม้ราคาทองคำจะเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ และความคาดหวังต่อการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง แต่ปัจจัยสนับสนุนในระยะกลางถึงระยะยาวยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่สิ้นสุด

ในระยะต่อไป นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงทิศทางราคาพลังงานและนโยบายการเงินของ Fed อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และทิศทางราคาทองคำในช่วงถัดไป ว่าจะปรับตัวลงต่อ หรือมีโอกาสกลับมารีบาวด์อีกครั้ง