14 พฤษภาคม 2569

จีนนั่งโต๊ะกับทรัมป์ แต่ธนาคารกลางจีน ยังซื้อทองเงียบๆ ทุกเดือน

จีนนั่งโต๊ะกับทรัมป์  แต่ธนาคารกลางจีน ยังซื้อทองเงียบๆ ทุกเดือน

แม้บรรยากาศระหว่างจีนและสหรัฐจะเริ่ม “กลับมาคุยกันมากขึ้น หลังมีสัญญาณการเจรจาทางการค้าระหว่างฝั่งจีนกับ Donald Trump แต่สิ่งที่ตลาดทองคำกำลังจับตาคือ

ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังเดินหน้าซื้อทองคำเข้าคลังสำรองต่อเนื่องแบบเงียบๆ ทุกเดือน

และนี่อาจเป็นสัญญาณที่สำคัญกว่าข่าวการเมืองระยะสั้น ล่าสุด PBOC ซื้อทองเพิ่มอีก 8.1 ตันในเดือนเมษายน สูงกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อรายเดือนช่วงเดือนต.ค. 2025 – ก.พ. 2026 ถึงประมาณ 8.67 เท่า และถือเป็นการเพิ่มทองคำสำรองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน ส่งผลให้จีนถือครองทองรวมประมาณ 2,321.1 ตัน หรือคิดเป็นราว 9% ของทุนสำรองทั้งหมด

คำถามคือ ถ้าจีนเชื่อว่าโลกกำลังกลับสู่ภาวะปกติจริง ทำไมยังเร่งสะสมทอง? หลายฝ่ายมองว่า สิ่งที่จีนกำลังทำ ไม่ใช่การเก็งกำไรราคาทองระยะสั้น แต่คือการวาง เกมระยะยาวของระบบการเงินโลก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนพยายามลดการพึ่งพาดอลลาร์มากขึ้น ทั้งการค้าสกุลเงินท้องถิ่น การผลักดัน BRICS และการเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

YLG มองว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือแนวคิด De-dollarization หรือการกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์สหรัฐ กำลังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ Emerging Markets และฝั่งธนาคารกลางที่ไม่ต้องการพึ่งพาสกุลเงินเดียวมากเกินไป และไม่ใช่แค่จีนที่ซื้อทอง

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองสุทธิรวมประมาณ 244 ตันในไตรมาส 1 ปี 2569 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธนาคารกลางโปแลนด์ซื้อทองเพิ่มอีก 31 ตัน เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายถือครองทอง 700 ตันในระยะยาว ส่วนอุซเบกิสถานเพิ่มทองอีก 25 ตันในไตรมาสเดียว

นั่นทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า
เงินใหญ่กำลังมองเกมยาวกว่าที่นักลงทุนทั่วไปเห็นหรือไม่

แม้ช่วงที่ผ่านมา ราคาทองจะพักฐานจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์บริเวณ 5,595.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางกลับยังไม่หายไป และในอดีต นี่มักเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ช่วยพยุงแนวโน้มทองคำระยะยาว อีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้น คือแนวคิด Currency Debasement หรือ การด้อยค่าของสกุลเงินจากปริมาณเงินในระบบและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในโลกที่หลายประเทศยังต้องใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลทั่วโลกอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางจำนวนมากอาจไม่สามารถคงดอกเบี้ยสูงได้เป็นเวลานานเหมือนในอดีตและนั่นคือเหตุผลที่ทองคำยังคงถูกมองเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าจะเป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไรระยะสั้น


ตลาดทองคำจากนี้จะไม่ได้ขับเคลื่อนแค่เรื่องดอกเบี้ย Fed หรือเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะรวมถึง เกมอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐ จีน BRICS และการเปลี่ยนสมดุลของทุนสำรองโลก เพราะต่อให้ภาพหน้าการเมืองดูสงบลง แต่ถ้าธนาคารกลางยังซื้อทองต่อเนื่อง นั่นอาจสะท้อนว่า โลกการเงินยังไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพระยะยาวของระบบเดิม และทองคำ อาจยังเป็นสินทรัพย์ที่หลายประเทศเลือกถือ เพื่อรับมือโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

วันที่: 14 พฤษภาคม 2026