ราคาทองคำวันนี้ (13 พ.ค.) แกว่งตัวบริเวณ $4,700 ต่อออนซ์ หลังตัวเลข Consumer Price Index (CPI) เดือนเมษายนของสหรัฐฯ ออกมาที่ 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.7% ขณะที่ core inflation แตะ 2.8% สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังร้อนแรงต่อเนื่อง
เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 3.8% สูงสุดในรอบ 3 ปี แต่ทองกลับร่วง เกิดอะไรขึ้น?
เงินเฟ้อร้อน ล็อกเฟดไม่ให้ลดดอกเบี้ย กดทองระยะสั้น
ทีมวิเคราะห์ YLG อธิบายว่าต้นตอของแรงกดดันในครั้งนี้มาจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทำให้การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน $100 ต่อบาร์เรล ดันเงินเฟ้อขึ้นต่อเนื่อง และตัดความหวังที่ตลาดเคยคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ออกไปทั้งหมด ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50–3.75% ตลอดทั้งปี 2569 และ 2570
เมื่อดอกเบี้ยอยู่สูงต่อเนื่อง พันธบัตรรัฐบาลและดอลลาร์จึงดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น กดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยในระยะสั้น ซ้ำยังมีแรงขายทยอยออกมาจากนักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์ส ออปชัน และกองทุน ETF ที่ทยอยลดสถานะหลังทองพุ่งแรงตั้งแต่ต้นปี รวมถึงคำสั่ง Stop-loss ที่เร่งให้ราคาร่วงลงเร็วกว่าปกติ
แม้ราคาจะปรับลงมาจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $5,595.16 ต่อออนซ์เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่ทีมวิเคราะห์ YLG ยืนยันว่าแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวยังไม่เสีย สะท้อนจากราคาที่ยังคงอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้อย่างต่อเนื่อง
ด้านธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อทองอย่างแข็งขัน ไตรมาส 1 ปี 2569 มีการซื้อสุทธิสูงถึง 244 ตัน สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าและเกินค่าเฉลี่ย 5 ปี โดยธนาคารกลางโปแลนด์เพิ่มทองอีก 31 ตัน มุ่งสู่เป้าหมาย 700 ตัน ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ซื้อทองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน โดยเดือนเมษายนที่ผ่านมาซื้อเพิ่มถึง 8.1 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนถึง 8.67 เท่า ส่งผลให้จีนถือครองทองรวม 2,321.1 ตัน
นอกจากนี้แนวคิด Currency Debasement หรือการด้อยค่าของสกุลเงินจากหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงและปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ยังคงเป็นแรงหนุนระยะยาวที่ทำให้ทองคำได้เปรียบเหนือสกุลเงินกระดาษ ทีมวิเคราะห์ YLG มองว่าปรากฏการณ์นี้มีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่องในช่วงปี 2569–2570

ทีมวิเคราะห์ YLG ระบุว่าระยะสั้นทองมีแนวรับสำคัญที่ $4,500 ต่อออนซ์ หรือ 69,150 บาทต่อบาททองคำ หากยืนเหนือระดับนี้ได้ มีโอกาสดีดตัวทดสอบแนวต้านแรกที่ $4,765–$4,890 ต่อออนซ์ หรือ 73,250–75,200 บาทต่อบาททองคำ
สำหรับกรณีฐานที่ทีม YLG มองว่าราคาจะดีดตัวก่อน แต่อาจติดแนวต้านบริเวณ $5,285–$5,400 ต่อออนซ์ หรือ 81,250–83,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนแกว่งตัวออกข้างในรูปแบบ Triangle จนกว่าจะ Breakout ขึ้นได้ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน ส่วนเป้าหมายสูงสุดที่ YLG ประเมินไว้สำหรับปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ $5,596–$5,769 ต่อออนซ์ หรือ 86,000–88,700 บาทต่อบาททองคำ สอดคล้องกับเป้าปลายปีของ Goldman Sachs ที่ $5,400 ซึ่งถือเป็นระดับ conservative ที่สุดในบรรดาสถาบันการเงินชั้นนำ เนื่องจาก JPMorgan เล็งไว้ที่ $6,300 และ Deutsche Bank ที่ $6,000
ทองอาจพักตัวระยะสั้น แต่ธนาคารกลางทั่วโลกยังไม่หยุดซื้อ นั่นคือสัญญาณที่ดีที่สุดที่มีอยู่ตอนนี้
ติดตามราคาทองวันนี้และวิเคราะห์ตลาด gold price แบบเรียลไทม์ได้ทุกวันที่ YLG Bullion วายแอลจี พาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้สำหรับนักลงทุนทองคำ ไม่ว่าจะลงทุนทอง เทรดทอง ออมทอง หรือซื้อทองออนไลน์
วันที่: 13 พฤษภาคม 2026