ราคาทองวันนี้ยังเผชิญแรงกดดัน หลังนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เปิดเผยผลการประชุมนโยบายการเงินประจำเดือนมิถุนายน โดยคณะกรรมการ FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่ยังคงส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%
แม้เฟดจะไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ แต่ถ้อยแถลงของประธานเฟดสะท้อนว่า การต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุด ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำ และหันกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้น
นายเควิน วอร์ช ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% และเจ้าหน้าที่เฟดทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นภารกิจสำคัญที่สุด
พร้อมกันนี้ เขายังย้ำว่า ยังไม่มีเหตุผลที่จะทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% จนกว่าจะสามารถนำเงินเฟ้อกลับสู่ระดับดังกล่าวได้สำเร็จ
มุมมองดังกล่าวทำให้ตลาดประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ส่งผลลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
อีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ คือ ประธานเฟดส่งสัญญาณลดบทบาทของการให้ Forward Guidance หรือการส่งสัญญาณนโยบายล่วงหน้า รวมถึงอาจมีการปรับรูปแบบ Dot Plot ในอนาคต
เฟดต้องการให้การดำเนินนโยบายมีความยืดหยุ่น และตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป มากกว่าการผูกมัดตัวเองกับเส้นทางดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ปัจจัยดังกล่าวอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงิน รวมถึงราคาทองคำในระยะถัดไป
แม้เฟดยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ท่าทีที่ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาทองคำเผชิญแรงขายในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่
หากตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว หรือเงินเฟ้อปรับลดลงต่อเนื่อง อาจเพิ่มโอกาสให้เฟดมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว
ราคาทองวันนี้ยังถูกกดดันจากถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ที่ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% แม้จะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ก็ตาม
นักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทิศทางอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปี
Source : CNBC, Bloomberg
ราคาทองวันนี้ยังเผชิญแรงกดดัน หลังนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เปิดเผยผลการประชุมนโยบายการเงินประจำเดือนมิถุนายน โดยคณะกรรมการ FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่ยังคงส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%
แม้เฟดจะไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ แต่ถ้อยแถลงของประธานเฟดสะท้อนว่า การต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุด ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำ และหันกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้น
นายเควิน วอร์ช ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% และเจ้าหน้าที่เฟดทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นภารกิจสำคัญที่สุด
พร้อมกันนี้ เขายังย้ำว่า ยังไม่มีเหตุผลที่จะทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% จนกว่าจะสามารถนำเงินเฟ้อกลับสู่ระดับดังกล่าวได้สำเร็จ
มุมมองดังกล่าวทำให้ตลาดประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ส่งผลลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
อีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ คือ ประธานเฟดส่งสัญญาณลดบทบาทของการให้ Forward Guidance หรือการส่งสัญญาณนโยบายล่วงหน้า รวมถึงอาจมีการปรับรูปแบบ Dot Plot ในอนาคต
เฟดต้องการให้การดำเนินนโยบายมีความยืดหยุ่น และตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป มากกว่าการผูกมัดตัวเองกับเส้นทางดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ปัจจัยดังกล่าวอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงิน รวมถึงราคาทองคำในระยะถัดไป
แม้เฟดยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ท่าทีที่ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาทองคำเผชิญแรงขายในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่
หากตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว หรือเงินเฟ้อปรับลดลงต่อเนื่อง อาจเพิ่มโอกาสให้เฟดมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว
ราคาทองวันนี้ยังถูกกดดันจากถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ที่ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% แม้จะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ก็ตาม
นักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทิศทางอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปี
Source : CNBC, Bloomberg