เช้านี้ JPMorgan ออกรายงานที่อาจทำให้หลายคนงงในตอนแรก ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกประกาศลดเป้าราคาทองเฉลี่ยปี 2026 จาก $5,708 เหลือ $5,243 ต่อออนซ์ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังคงเป้าปลายปีที่ $6,300 ต่อออนซ์ไว้เหมือนเดิม ลดเป้าแต่ยังคาดทองขึ้น มันขัดแย้งกันไหม? คำตอบคือไม่เลย ถ้าเข้าใจว่าตัวเลขสองนี้บอกอะไรต่างกัน
ลดเป้าเฉลี่ย ไม่ใช่ลดเป้าปลายปี
ตัวเลข $5,243 คือราคาเฉลี่ยตลอดปี 2026 ซึ่งรวมช่วงครึ่งปีแรกที่ทองแกว่งตัวต่ำกว่าคาดเข้าไปด้วย เมื่อทองอยู่ที่ $4,540 ในช่วงนี้ ค่าเฉลี่ยทั้งปีก็ต้องปรับลงตามสมการ ไม่ใช่เพราะ JPMorgan เปลี่ยนใจเรื่องทิศทาง
แต่เป้าปลายปี $6,300 ยังอยู่ครบ และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด JPMorgan ระบุชัดในรายงานว่ายังคงมุมมองบวกระยะกลาง และคาดว่า demand จากนักลงทุนและธนาคารกลางจะกลับมาแรงในครึ่งปีหลัง หลังจากความไม่แน่นอนด้านพลังงานและเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย
ทำไม Demand ถึงเงียบในตอนนี้?
JPMorgan อธิบายว่าความสนใจของนักลงทุนใน gold แห้งเหือดลงมากในช่วงนี้ ทั้ง open interest ในตลาดฟิวเจอร์สและ ETF flows ยังเบาบางเหตุผลหลักคือ CPI เดือนเมษายนพุ่ง 3.8% และ PPI พุ่ง 6% สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ทำให้ตลาดตัดความหวังลดดอกเบี้ยปีนี้ออกไปหมด ข้อมูลล่าสุดจาก CME FedWatch Tool ณ วันที่ 14 พฤษภาคม สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักสูงมากว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตลอดปี 2026 เมื่อดอกเบี้ยสูงและไม่มีสัญญาณลด นักลงทุนระยะสั้นจึงขาย gold ออกไปถือพันธบัตรแทน
แต่นักลงทุนรายย่อยขาย ไม่ได้แปลว่าทองไม่มีคนซื้อ
ขณะที่ ETF flows เบา ธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อทองเพิ่มต่อเนื่อง โดยมีการซื้อสุทธิ 244 ตันในไตรมาส 1 ปี 2026 สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าและสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี โดยเฉพาะ PBOC ที่ซื้อทองติดต่อกันเป็นเดือนที่ 18 แล้ว และในเดือนเมษายนซื้อเพิ่มถึง 8.1 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนถึง 8.67 เท่า
ทำไม JPMorgan ยังคาด $6,300 ปลายปี?
JPMorgan มองว่าครึ่งปีหลังจะเปลี่ยนเกม จาก 2 ปัจจัยหลัก
ปัจจัยแรก คือความไม่แน่นอนด้านพลังงานและเงินเฟ้อจะเริ่มคลี่คลาย ทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านเริ่มมีแรงจูงใจร่วมกันในการลดระดับความรุนแรง ฝั่งสหรัฐเผชิญแรงกดดันการเมืองภายในที่ 61% ของชาวอเมริกันมองว่าสงครามเป็นความผิดพลาด และต้นทุนสงครามที่สูงถึง 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว ฝั่งอิหร่านก็เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อและค่าเงินจากมาตรการคว่ำบาตร ถ้าช่องแคบฮอร์มุซเปิดได้จริง น้ำมันลด เงินเฟ้อลด เฟดมีทางลดดอกเบี้ย และ demand จากนักลงทุนรายย่อยจะกลับมาแรง
ปัจจัยที่สองคือ demand โครงสร้างระยะยาวยังแข็งแกร่ง ธนาคารกลาง Emerging Markets ยังมีสัดส่วนทองในทุนสำรองเฉลี่ยเพียง 14.66% ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีสูงถึง 31.60% หมายความว่ายังมีช่องว่างให้ซื้อเพิ่มได้อีกมาก และถ้าจีนต้องการเพิ่มสัดส่วนทองจาก 9% ไปที่ 20% จะต้องซื้อเพิ่มอีกถึง 4,255.9 ตัน
YLG มองทิศทางทองอย่างไร?
YLG Bullion ประเมินทิศทางทองในระยะสั้นว่า แนวรับแรกอยู่ที่ $4,500 ต่อออนซ์ หรือ 69,150 บาทต่อบาททองคำ ถ้ายืนเหนือแนวนี้ได้มีโอกาสดีดทดสอบแนวต้านแรกที่ $4,765–$4,890 ต่อออนซ์ หรือ 73,250–75,200 บาทต่อบาททองคำ กรณีฐานคือราคาแกว่งตัวออกข้างในกรอบจนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ผลักให้ทะลุ เป้าหมายระยะยาวยังคงไว้ที่ $5,596 ต่อออนซ์ หรือ 86,000 บาทต่อบาททองคำ และ $5,769 ต่อออนซ์ หรือ 88,700 บาทต่อบาททองคำ
สำหรับคนที่ลงทุนทองและออมทองอยู่ตอนนี้ บทเรียนจาก JPMorgan ชัดเจน การปรับเป้าเฉลี่ยลงไม่ใช่สัญญาณเปลี่ยนทิศทาง แต่เป็นการปรับตัวเลขให้ตรงกับความเป็นจริงของครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ภาพใหญ่ระยะยาวยังไม่เปลี่ยน JPMorgan ลดเป้าเฉลี่ย ไม่ใช่เปลี่ยนทิศทาง และนั่นคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนทองระยะยาว
ติดตามราคาทองวันนี้และวิเคราะห์ตลาด gold ได้ทุกวันที่ YLG Bullion วายแอลจี พาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้สำหรับนักลงทุนทองคำ ไม่ว่าจะลงทุนทอง เทรดทอง ออมทอง หรือซื้อทองออนไลน์
วันที่: 18 พฤษภาคม 2026