ราคาทองคำวันนี้ โลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยปิดตลาดล่าสุดลดลง 69.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และร่วงลงแตะระดับใกล้ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาด ประกอบกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำระยะสั้นจากสถาบันการเงินชั้นนำ
แม้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่ แต่ในครั้งนี้ตลาดกลับให้น้ำหนักกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐมากกว่า ส่งผลให้เกิดแรงขายในตลาดทองคำอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ตลาดติดตามคือความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้ยิงเฮลิคอปเตอร์ทหารสหรัฐฯ ตก พร้อมประกาศว่าสหรัฐจะดำเนินมาตรการตอบโต้
ขณะเดียวกัน Axios รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐว่า กองทัพสหรัฐได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเป็นระลอกที่สามแล้ว ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้กระบวนการเจรจาสันติภาพล่าช้าออกไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดทองคำคือการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์
ทั้งตัวเลขการนำเข้า-ส่งออก รวมถึงยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มประเมินว่า Fed อาจยังไม่มีความจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะใกล้
มุมมองดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ย และบางส่วนมองว่า Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่เคยประเมินไว้
เมื่ออัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ต้นทุนในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงขายออกจากตลาดทองคำ
นอกจากแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจแล้ว ตลาดยังได้รับผลกระทบจากการที่ Citi ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำในช่วง 3 เดือนข้างหน้าลงมาอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่คาดไว้ที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ตาม Citi ยังคงมุมมองเชิงบวกในระยะยาว โดยคาดว่าราคาทองคำในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้ามีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
การปรับลดเป้าหมายระยะสั้นดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดยังอาจเผชิญแรงผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจและนโยบายการเงินในระยะใกล้ แม้แนวโน้มระยะยาวยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้ คือ การประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นเครื่องชี้วัดเงินเฟ้อที่สำคัญ และมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของ Fed
หาก CPI ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ Fed คงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ซึ่งอาจส่งผลลบต่อราคาทองคำ
แต่หากตัวเลขเงินเฟ้อชะลอตัวลงมากกว่าคาด ตลาดอาจกลับมาคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งจะช่วยหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวได้
จากการเคลื่อนไหวล่าสุด ราคาทองคำยังคงอยู่ในภาพของการแกว่งตัวแบบ Sideway Down โดยนักลงทุนควรติดตามปัจจัยข่าวอย่างใกล้ชิด
แนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,275 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,160 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) อยู่ที่ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับนักลงทุนระยะสั้น อาจใช้กลยุทธ์ "ดีดขาย ย่อซื้อคืน" ภายใต้การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เนื่องจากตลาดยังมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง ความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed และการปรับลดเป้าหมายราคาทองคำระยะสั้นของ Citi
แม้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเพิ่มขึ้น แต่ตลาดยังให้น้ำหนักกับประเด็นเงินเฟ้อและนโยบายการเงินของสหรัฐมากกว่า
ดังนั้น นักลงทุนควรจับตาการประกาศตัวเลข CPI สหรัฐในคืนนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงต่อจากนี้