โลกในปี 2026 ไม่ได้แค่ผันผวน แต่เปลี่ยนกฎใหม่ทั้งหมด สงคราม เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่ไม่ยอมลง กำลังทำงานพร้อมกัน และนักลงทุนทองคำที่ยังใช้สูตรเดิมอาจเสียโอกาสโดยไม่รู้ตัว
เมื่อสงครามไม่ได้หนุน gold price อย่างที่เคย
ในอดีตทุกครั้งที่มีความขัดแย้งทางทหาร ราคาทองคำมักพุ่งตาม แต่สงครามสหรัฐ-อิหร่านครั้งนี้ทำงานต่างออกไป ตลาดมองว่าสงครามนี้กำลังสร้างภาวะขาดแคลนพลังงานกะทันหันมากกว่าวิกฤตการเงิน เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็พุ่งตาม และนั่นทำให้ตลาดมองว่าเฟดอาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วอย่างที่หวัง ซึ่งกลายเป็นแรงต้านทองคำแทน ช่องแคบฮอร์มุซคือหัวใจของสมการนี้ ข้อมูลจาก EIA ระบุว่าในไตรมาส 1/2026 ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 14.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเกือบ 30% จากปีก่อน และปัจจุบันขนส่งได้เพียงไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือแค่ 5% ของระดับปกติ
Moody's คาดว่าการเดินเรือแบบทวิภาคีผ่านระเบียงลาร็อก อาจช่วยผ่อนคลายได้บางส่วน แต่การกลับสู่ระดับปกติ 100% ในปีนี้เป็นไปได้ยาก ราคาน้ำมัน Brent จึงยังคงผันผวนในกรอบ $90–$120 ต่อบาร์เรล
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและสัญญาณที่ต้องจับตา
ตัวแปรที่สำคัญไม่แพ้กันคือ CME FedWatch Tool ซึ่ง ณ วันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา เริ่มสะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักสูงขึ้นต่อโอกาสที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ขณะที่โอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้แทบเป็นศูนย์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีทะลุ 5% ไปแล้ว ซึ่งเป็นระดับที่ดันให้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านของชาวอเมริกันแตะ 6.75% ส่วนพันธบัตรอายุ 10 ปีทะลุ 4.55% ซึ่งนักยุทธศาสตร์จาก Morgan Stanley ชี้ว่าระดับ 4.50% คือแรงต้านรุนแรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงและทองคำ สิ่งที่มืออาชีพใช้ติดตามตลาดคือพฤติกรรมของทรัมป์ที่มักออกมาส่งสัญญาณผ่อนคลายทุกครั้งที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งแรง สอดคล้องกับทฤษฎีจาก Wolfe Research ที่ระบุว่าตลาดพันธบัตรอาจเป็นสิ่งเดียวที่บีบให้ทรัมป์ต้องเปลี่ยนท่าที ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐอยู่ในช่วงสุดท้ายของการเจรจากับอิหร่าน ทันทีที่ข่าวกระจาย ระบบซื้อขายอัตโนมัติจับสัญญาณเข้าซื้อพันธบัตร อัตราผลตอบแทนย่อตัว และทองคำดีดกลับตามมา
3 ทิศทางทองคำจากนี้
เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิคร่วมกัน แนวโน้ม gold price ระยะกลางแบ่งได้เป็น 3 กรณี กรณีฐาน ทองคำแกว่งตัวออกข้างอีกระยะ ยืนแนวรับที่โซน $4,346–$4,453 ต่อออนซ์ได้ก่อนค่อยปรับขึ้นช่วงปลายปี ภายใต้เงื่อนไขที่ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม ดอกเบี้ยเฟดทรงตัวที่ 3.50–3.75% และธนาคารกลางยังซื้อทองต่อเนื่อง กรณีบวก ทองคำดีดกลับจากแนวรับได้ทันที มีแนวต้านแรกที่ $4,765–$4,890 และแนวต้านที่สองที่ $5,231–$5,400 ต่อออนซ์ สอดคล้องกับเป้าของ Goldman Sachs ที่ $5,400 ภายในสิ้นปี กรณีนี้เกิดขึ้นหากความขัดแย้งสงบ น้ำมันไหลกลับสู่ปกติ และเฟดลดดอกเบี้ย 1–2 ครั้ง
กรณีลบ ทองคำหลุดแนวรับ ปรับฐานลึกลงไปทดสอบระดับต่ำสุดปีนี้ที่ $4,100 ต่อออนซ์ กรณีนี้อาจเกิดขึ้นหากเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันบีบให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยแทน อย่างไรก็ดี สถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งกระตุ้นให้ธนาคารกลางเข้าซื้อทองมากขึ้น ทำให้ขาลงมีจำกัดและแนวโน้มระยะยาวยังเป็นขาขึ้น ในโลกที่กฎเดิมใช้ไม่ได้ สิ่งที่ยังใช้ได้คือธนาคารกลางที่ยังไม่หยุดซื้อทอง และนั่นคือสัญญาณที่แท้จริงที่สุดในตอนนี้
ติดตามราคาทองวันนี้และวิเคราะห์ตลาด gold ได้ทุกวันที่ YLG Bullion วายแอลจี พาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้สำหรับนักลงทุนทองคำ ไม่ว่าจะลงทุนทอง เทรดทอง ออมทอง หรือซื้อทองออนไลน์
ที่มา: EIA, Moody's Investors Service, CME FedWatch Tool, Goldman Sachs, Morgan Stanley, Wolfe Research
วันที่: 22 พฤษภาคม 2026