คำแนะนำ
- สำหรับกลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุน เปิดสถานะขายหากราคาไม่ผ่านแนวต้าน 4,352-4,428 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- ตัดขาดทุนหากราคาผ่าน 4,428 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- ซื้อคืนสถานะขายหากดีดไม่หลุด 4,313-4,268 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- หากหลุด 4,268 ดอลลาร์ต่อออนซ์ชะลอไปซื้อคืนที่แนวรับถัดไป
ปัจจัยพื้นฐาน
ราคาทองคำวันนี้เคลื่อนไหวเหนือระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน หลังอิสราเอลและอิหร่านส่งสัญญาณยุติการโจมตีระหว่างกันตามข้อเรียกร้องของปธน.ทรัมป์ แม้สถานการณ์ยังเปราะบางและอิหร่านเตือนว่าอาจกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง หากอิสราเอลยังคงโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน อย่างไรก็ดี การชะลอตัวของราคาพลังงานช่วยลดความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากช่วยลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs คาดว่า FED จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงปี 2026 และอาจเลื่อนการปรับลดดอกเบี้ยออกไปถึงปี 2027 จากเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ CME FedWatch Tool สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 70% ต่อความเป็นไปได้ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในเดือนธันวาคม ซึ่งยังเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย ด้าน นักวิเคราะห์จาก KCM Trade มองว่าการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ช่วยหนุนราคาทองคำผ่านการปรับลดลงของราคาน้ำมันและความคาดหวังเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันยังคงมองว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี หากราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลงพร้อมกัน ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ดุลการค้าเดือนเมษายน และยอดขายบ้านมือสองเดือนพฤษภาคมของสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินของ FED ในระยะถัดไป